พักนี้ฉันกินเยอะกว่าปกติ นอนเยอะกว่าปกติ..หรือมันปกติของฉัน??
ช่วงนี้ระยะทางที่ฉันเดินในแต่วันสั้นลง..แค่จากที่พักไปร้านก๋วยเตี๋ยวใกล้ๆ ไม่เกิน 50 เมตร ก็ก้าวขาไม่ค่อยออก..จะให้เดินทอดน่องเอื่อยๆ ไปในระยะไกลๆ เหมือนแต่ก่อนก็รู้สึกอ่อนแรง รู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอ บอบบางขึ้นมาทันใด..ทั้งๆที่กินเยอะ จนมวลรวมในร่างกายอยู่ในระดับที่คนรอบข้างเริ่มรับไม่ได้ ..
เมื่อเช้า..ฉันตื่นขึ้นมา..ไม่สิยังไม่ได้นอนเลย..ก็ตื่นขึ้นมาทั้งๆ ที่ไม่ได้นอนนั่นแหละ..บรรยากาศของกรุงเทพฯ โชยเข้ามาในห้อง…เวอร์ไป เอาใหม่…ฉันรู้สึกกระสับกระส่ายเพราะหิว…จะนอนก็นอนไม่หลับ เลยต้องลุกขึ้นมาสะบัดตัว สะบัดขน เอ๊ย อาบน้ำ ประแป้งม่องเลย่ะ ใส่เสื้อยืดสีเหลือง(เพราะวันนี้วันจันทร์) แล้วออกจากห้องเพื่อตามหาบางสิ่งบางอย่างที่หายไป สิ่งที่เรียกว่าความอิ่ม ..คิดอยู่ในใจว่าอยากกินโจ๊ก ปาท๋องโก๋ ต้มเลือดหมู ด้วยมีความตั้งใจอย่างมุ่งมั่น เลยรีบเดินงุดๆ ไปยังที่ตั้งเป้าหมาย แต่เป้าหมายหายไป หายไปไหนกันหมด..มีแต่ร้านขายข้าวแกง และอาหารตามสั่งใกล้ๆ กัน …ปั๊ดโธ่ วันนี้วันจันทร์นี่หว่า…ผู้ว่าเค้าคืนทางเท้าให้กับประชาชน..บางร้านก็ได้ไม่ได้ตั้งขายริมทางเหมือนอย่างเคย..ฉันไม่อยากได้ทางเท้าวันนี้…คืนร้านโจ๊กให้ฉัน..ฉันหิววว ..เดี๋ยวบั๊ด..กินทางเท้าซะให้หมด..
เช้านี้ฉันเลยได้กินผัดกระเพราทางเท้า ฮั่นแน่เชื่ออะดิ.. ผัดกระเพราไก่+ไข่ดาว แถมไข้หวัดนก (อุ๊ยต๊ายอันนี้อิชั้นว่าไปให้เว่อร์ๆ) เป็นเมนูสามัญที่คิดอะไรไม่ออกเพราะทางเท้าจุกคอ…
ไม่ใช่ว่าฉันไม่ชอบนโยบายของทั่นผู้ว่าหรอกนะ .. ฉันเห็นด้วยอย่างยิ่ง..เพราะฉันเป็นคนนึงที่ชอบเดินบนทางเท้า (ฉันไม่ชอบเดินบนถนน..น่ากัวว..เดี๋ยวรถมากระแทกบั้นท้าย) แต่ในความเป็นจริงพ่อค้าแม่ค้าหลายรายก็ยังเห็นแก่ตัว ที่พยายามจะลุกล้ำเข้ามาแม้ว่าเขาจะประกาศห้าม..อันนี้เพราะมีอุปสงค์จากคนซื้อ(อย่างฉัน) กับแม่ค้าที่สนองความต้องการของลูกค้าไร้วินัยเหมือนฉันเนี้ยะ ..เพราะฉะนั้นทางแก้ของคือให้ทุกคนสำนึกสำนึก..และสำนึก…
การไม่มีร้าน แผงลอย ริมทางเท้า ทำให้กรุงเทพฯ สวยขึ้นดูเป็นระเบียบขึ้น สงบขึ้น ไม่รกรุงรัง คนเดิน..เดินบนทางเท้าได้สะดวกขึ้น..ปลอดภัยขึ้น สบายตัวไม่ต้องเบียดเสียดสีถูสีข้างกับคนข้างๆ ไม่เป็นโรคผิวหนัง..อันนี้ดี..แต่น่าจะมีให้ทุกวันตั้งแต่อาทิตย์ถึงวันอาทิตย์หน้า..เพราะจะสร้างระเบียบให้ทุกคน..ไม่ต้องมาซื้อมาขายกันอยู่ข้างทางริมถนน..แต่คนทุกคนเห็นแก่ตัวเอง เพราะกรุงเทพฯ เป็นบ้านของบางคน และกรุงเทพฯของบางคนเป็นแค่ที่ทำงาน..ที่ขอแค่มาเก็บโกยเงินทองสักพัก แล้วจะกลับไปอยู่บ้านเขาที่จากมาก เพราะฉะนั้นหลายคนจึงไม่ต้องใส่ใจดูแล ที่ที่ไม่ใช่บ้านของตัว..แล้วอย่างนี้เมืองหลวงของเราจะน่าอยู่ได้ไง..
การที่จะดูแลเอาใจใส่ในทุกสิ่งได้ ต้องเกิดจากความรักที่มีต่อสิ่งนั้น..เรารักตัวเอง เราจึงต้องอาบน้ำแปรงฟัน แต่งหน้า แต่งตัว ฉีดน้ำหอม ทาโลชั่นบำรุง .. เรารักบ้าน..เราจึงปัดกวาด เช็ด ดู ซ่อม ต่อเติม ฉีดปลวก …กรุงเทพฯ ก็เช่นเดียวกัน..ทำไมไม่อาบน้ำ ขัดตัว นวดหน้า ทำทรีทเมนต์ อะโรมาเทอรัปปี้ ให้กรุงเทพฯ บ้าง…เห็นกันบ้างรึเปล่าว่ากรุงเทพฯ มอมแมมขนาดไหน…
หรือเสน่ห์ของกรุงเทพฯ เป็นแบบนี้…
ต้องดูแลให้เป็นอยู่อย่างนี้ เป็นปกติอย่างนี้ต่อไป
หรือฉันเห็นมันเป็นสิ่งปกติ..หรือฉันเองที่ไม่ปกติ


